เกี่ยวกับประกันคุณภาพการศึกษา

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้กำหนดความมุ่งหมาย และหลักการสำคัญใน การจัดการศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน ซึ่งในหมวด 8 มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา มาตรา 47 กำหนดให้มีระบบประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับประกอบด้วย ระบบประกันคุณภาพภายในและระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายนอกสถาบัน วิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพได้เริ่มมีระบบ และกลไกการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 โดยมีการประกันคุณภาพการศึกษาภายในระดับคณะและสำนักมาอย่างต่อเนื่อง โดยยึดตามเกณฑ์ 9 องค์ประกอบของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำหรับการประกันคุณภาพการศึกษาภายนอกนั้นวิทยาลัยได้รับการตรวจประเมินครั้งล่าสุดจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เมื่อวันที่ 14 – 15 สิงหาคม 2550 ดังนั้นเพื่อให้อาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาของวิทยาลัยมีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยจึงได้จัดทำเอกสาร “ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษา ” เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการประกันคุณภาพการศึกษา และแนวทาง การประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานร่วมกัน

คำถามเกี่ยวกับประกันคุณภาพการศึกษา

Q : การประกันคุณภาพคืออะไร
A : การประกันมี 2 ความหมาย คือ Insurance ซึ่งได้แก่การประกันชีวิต อุบัติภัยรถยนต์ ซึ่งเป็นเรื่องราวของการจ่ายเงินก่อน เมื่อเกิดเหตุแล้วจึงเรียกร้องค่าชดเชย ส่วนอีกความหมายหนึ่งคือ Assurance ซึ่งได้แก่ การให้ความมั่นใจแก่ประชาชนว่าผลผลิตของหน่วยงานน่าจะมีคุณภาพโดยการให้ข้อมูลสารสนเทศ หลักฐานว่าทุกคนในหน่วยงานปฏิบัติงานอย่างไร ประสิทธิภาพตรงตามขั้นตอนมาตรฐานการปฏิบัติงาน และคาดว่าผู้ใช้บริการน่าจะได้รับความพอใจ

Q : การประกันคุณภาพการศึกษาคืออะไร
A : การประกันคุณภาพการศึกษา ( Quality Assurance ) หมายถึง การสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน (เจ้าของเงินภาษี) ว่าทุกคนในสถานศึกษาปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถเพื่อผลผลิตจะได้มีคุณภาพ

Q : ผลผลิตทางการศึกษามีอะไรบ้าง
A : ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ คุณภาพของนักเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และ ปวช. และระดับอุดมศึกษา อันได้แก่ คุณภาพของบัณฑิต คุณภาพของงานวิจัย คุณภาพทางวิชาการ และคุณภาพงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม 

Q : คุณภาพของนักเรียนมีอะไรบ้าง 
A : ความรู้ ความคิด คุณธรรม/จริยธรรม สุนทรียภาพ ทักษะทางการทำงานสุขภาพกาย และจิตใจ และทักษะการเรียน

Q : คุณภาพของบัณฑิตมีอะไรบ้าง 
A : ตามที่ระบุไว้ในหลักสูตรแต่ละหลักสูตร

Q : คุณภาพของงานวิจัยมีอะไรบ้าง
A : การเผยแพร่และการนำไปใช้ประโยชน์

Q : คุณภาพงานบริการทางวิชาการสู่สังคมมีอะไรบ้าง 
A : การที่ผู้เข้ารับการบริการได้ความรู้ ความสามารถ ทัศนคติ ตามวัตถุประสงค์ของโครงการบริการ

Q : คุณภาพงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมมีอะไรบ้าง 
A : การที่ผู้จัดและผู้เข้ารับบริการได้ตัวอย่างการจัดงาน เกิดความชื่นชมในงานศิลปวัฒนธรรม และนำไปใช้เผยแพร่หรือปฏิบัติต่อเพื่อรักษาความเป็นชาติไทยไว้

Q : ประกันอะไรบ้าง 
A : ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานประกันตามมาตรฐาน 14 ข้อ ที่คณะรัฐมนตรีรับรองเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2543 ระดับอุดมศึกษาประกันตามองค์ประกอบ 9 ข้อ ที่คณะรัฐมนตรีรับรองเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2543 

Q : เก้าองค์ประกอบของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษามีอะไรบ้าง 
A : มีดังนี้

องค์ประกอบที่ 1 ปรัชญา ปณิธาน วัตถุประสงค์และแผนการดำเนินการ องค์ประกอบที่ 2 การเรียนการสอน 
องค์ประกอบที่ 3 กิจกรรมการพัฒนานิสิตนักศึกษา 
องค์ประกอบที่ 4 การวิจัย 
องค์ประกอบที่ 5 การบริการวิชาการแก่สังคม 
องค์ประกอบที่ 6 การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม 
องค์ประกอบที่ 7 การบริหารและการจัดการ 
องค์ประกอบที่ 8 การเงินและงบประมาณ 
องค์ประกอบที่ 9 ระบบและกลไกการประกันคุณภาพ 

Q : การประกันคุณภาพมีกี่ส่วน
A : มี 2 ส่วน คือ การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และการประกันคุณภาพโดยองค์กรภายนอก
1. การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา เป็นการวิเคราะห์ตัวเองเพื่อแก้ไขปรับปรุงในจุดที่เป็นจุดอ่อน ซึ่งได้แก่ อาจารย์ คุณภาพผู้บริหาร คุณภาพบุคลากร 
2. การประกันคุณภาพโดยองค์กรภายนอก สถานศึกษาจะได้รับการประเมินโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ประเมินสถานศึกษาทุก 5 ปี แล้วแจ้งรัฐบาลกับประชาชน 

Q : ประกันคุณภาพไปเพื่ออะไร
A :

1. เพื่อให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาของไทยจะได้มีคุณภาพแข่งขันกับประเทศอื่นได้
2. เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารจัดการ  
3. เพื่อให้ประชาชนได้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพของผลผลิตของสถานศึกษา  
4. เพื่อให้ประชาชนได้ข้อมูลว่าทุกคนในสถานศึกษาทำงานคุ้มค่ากับภาษีของประชาชน 

Q : ระบบประกันคุณภาพมีกี่ระบบ
A : มีหลายระบบ แต่ระบบที่ประเทศควรจะใช้ คือ ระบบที่ประเทศไทยได้พัฒนาเอง ไม่ควรใช้ระบบของต่างประเทศเพราะนอกจากจะสูญเสียเงินให้ต่างชาติแล้ว ยังไม่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมของประเทศไทย ดังนั้นควรมีระบบที่เหมาะสมกับประเทศไทย

Q : ใครคือคนสำคัญที่ทำให้เกิดการประกันคุณภาพในหน่วยงาน
A : ผู้บริหารของสถานศึกษา / โรงเรียน / มหาวิทยาลัย / กระทรวง / ทบวง / กรม สถานศึกษาหน่วยงานที่เข้าใจเรื่องการประกันคุณภาพการศึกษาจึงจะไดรับการประกัน

Q : ใครได้ใครเสีย 
A :

1. ประเทศไทย จะได้มีการจัดการศึกษาระดับกระทรวง/ทบวง/กรม สถานศึกษา/โรงเรียน/มหาวิทยาลัยที่มีประสิทธิภาพ ( Efficiency ) โปร่งใส คุ้มค่ากับเงินที่เสียและร่วมรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น
2. ระดับสถานศึกษา/โรงเรียน/มหาวิทยาลัย จะได้ให้ความมั่นใจและข้อมูลประชาชนเกี่ยวกับคุณภาพของผลผลิตของตนเพื่อประชาชน จะได้เพิ่มศรัทธาในสถานศึกษาดังกล่าวและมีทางเลือกให้ลูกหลานได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ  
3. ผู้เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่ทำการประกันคุณภาพอาจเสียเวลาทำงาน เงิน คน วัตถุอุปกรณ์ในตอนต้น ในการสร้างความเข้าใจเรื่องคุณภาพ 
และรวบรวมข้อมูลเพื่อชี้จุดอ่อนและจุดแข็งในการปฏิบัติงานของทุกคน แต่ในระยะยาวจะมีการดำเนินงานที่เป็นระบบ และแต่ละคนปฏิบัติงานตามภาระงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งจะทำให้เกิดระบบการปฏิบัติงานที่ดีต่อไป 

Q : ทำไมต้องประกันคุณภาพการศึกษา

A : มีหลายประเด็น เช่น บทบัญญัติทางกฎหมายที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 พ.ร.บ.การจัดตั้ง สมศ. (4 พฤศจิกายน 2543) พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร การแข่งขันระดับชาติ WTO ปี ค.ศ.2002 การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ การมีสถานศึกษาต่างประเทศเข้ามาทำธุรกิจการศึกษาและวิกฤติทางการศึกษา

Q : การประกันคุณภาพเป็นการพัฒนาใคร 
A : การประกันคุณภาพ เป็นการพัฒนาคน 3 กลุ่ม ได้แก่
1. ผู้บริหาร ในด้านทักษะและความสามารถในการบริหารจัดการ 
2. ครู / อาจารย์ ในด้านทักษะและความสามารถในการสอน-วัดผล แนะแนว วิจัย และบริการทางวิชาการ 
3. เจ้าหน้าที่ในด้านทักษะและความสามารถในการทำงานตามหน้าที่

Q : การประกันคุณภาพเริ่มที่ใคร 
A : เริ่มที่ทุกคนให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้แก่หน่วยงาน เพื่อประมวลและย้อนกลับ ( Feedback ) มาที่ทุกคน และบอกให้ทราบว่าแต่ละคนทำงานอย่างไร มีจุดอ่อนและจุดแข็งที่ใด และต้องปรับปรุงในด้านใดบ้าง

Q : การประกันคุณภาพเน้นที่อะไร 
A : เน้นที่การประกันกระบวนการทำงานของแต่ละคน

Q : การประกันคุณภาพเกี่ยวข้องกับการควบคุมคุณภาพ การตรวจสอบคุณภาพและการประเมินคุณภาพอย่างไร
A : การประกันคุณภาพ ( Quality Assurance ) เกี่ยวข้องกับคำ 4 คำ คือ Quality Control , Quality Audit , Quality Accreditation และ Quality Assessment ซึ่งจะได้อธิบายความหมายและความเกี่ยวข้องกันดังเขียนเป็นสมการได้ดังนี้
Quality Assurance = f ( Quality Control , Quality Audit , Quality Assessment )
1. การประกันคุณภาพ ( Quality Assurance ) หมายถึง การระบุความชัดเจนในวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ตลอดจนวิธีปฏิบัติงานเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ  
2. การควบคุมคุณภาพ ( Quality Control ) หมายถึง การดำเนินงานตามแผนที่วางไว้อย่างรัดกุมทุกขั้นตอน  
3. การตรวจสอบคุณภาพ ( Quality Audit ) แยกได้เป็น

Q : การประกันคุณภาพในหน่วยงานมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง
A : Utumporn's QA Model ได้ระบุว่า ในการทำการประกันคุณภาพการศึกษา ควรมี 9 ขั้นตอนที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบดังนี้ 

  1. การสร้างความเข้าใจแก่ทุกคนในหน่วยงาน เป็นการตอบคำถามหรือให้ความรู้ว่า การประกันคุณภาพการศึกษาคืออะไร ใครทำ ทำอะไร ทำไมต้องทำคุณภาพอะไรของใคร และเป้าหมายเชิงคุณภาพของหน่วยงานอยู่ที่ไหน 
  2. การสร้างสำนึกให้เกิดในใจทุกคนในหน่วยงาน  เป็นการให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับวิกฤติทางการศึกษาของประเทศ กฎหมายที่มีผลบังคับใช้กับคนในวงการศึกษา ภัยคุกคามจากการเปิดการศึกษาเสรี สถานะของประเทศไทยในการแข่งขันกับต่างประเทศทั่วโลก ซึ่งถ้าไม่เร่งแก้ไข / ปรับปรุง ประเทศไทยก็จะอยู่ในสภาพถอยหลัง/ล้าหลัง 
  3. สร้างทีมงานเพื่อทำ SAR 1 เป็นการระดมพลัง ใช้ประสบการณ์ ความรู้สึก ที่เกี่ยวกับหน่วยงานมาประเมินผลหน่วยงานของตน โดยให้แต่ละคนระบุผลการทำงานตามตัวชี้ และตัดสินเทียบกับเกณฑ์ว่า งานใดอยู่สูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ ถ้าสูงกว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้สูงมากขึ้น ถ้าต่ำกว่า ทำอย่างไรจึงจะแก้ไข / ปรับปรุง เป็นการวิเคราะห์สิ่งที่ทำมาแล้ว ว่าเป็นอย่างไร แล้วหาทางแก้ไข / ปรับปรุงวิธีทำงาน เพื่อให้เกิดคุณภาพแก่ผลผลิต เป็นการรวมใจ รวมพลัง รวม ความคิด เพื่อหาทางทำให้หน่วยงานดีขึ้น และเขียนเป็นรายงานประเมินตนเอง ฉบับที่ 1 (SAR 1 ) ซึ่งชี้สภาพของหน่วยงาน 
  4. เปิดใจกว้างพร้อมแก้ไขปรับปรุงตัวเอง  หลักศาสนาพุทธ เน้นให้แต่ละคนประเมินตนเอง แล้วแก้ไข / ปรับปรุงตนเองโดยตนเอง การวิเคราะห์จุดอ่อน และจุดแข็ง เป็นการร่วมกันเปิดใจด้วยว่า งานใดเป็นอย่างไร ใครทำ และจะช่วยกันแก้ไข / ปรับปรุงอย่างไร 
    การวิเคราะห์ ประเมิน มิใช่การติ ประจาน ลงโทษ หากแต่เป็นการหาสาเหตุเพื่อจะได้แก้ที่สาเหตุ และให้ ทุกคนช่วยกันแก้ไขวิธีทำงาน มิใช่แก้ไขบุคลิกลักษณะนิสัย ( ซึ่งแก้ได้ช้าและยาก)
  5. ทำแผนพัฒนาคน  การวิเคราะห์ตนเอง จะเน้นสาเหตุที่ทำให้งานไม่ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งถ้าทุกงานมีผลวิเคราะห์ดังกล่าว จะทำ ให้สรุปได้ทันที่ว่า ใครควรปรับปรุงเรื่องอะไร ซึ่งนำมาจัดทำแผนพัฒนาคน 3 กลุ่ม คือ  
    (1) กลุ่มผู้บริหารทุกระดับ ให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
    (2) กลุ่มอาจารย์ ให้สามารถสอนได้อย่างมืออาชีพ ทำวิจัย บริการทางวิชาการสู่สังคมได้อย่างดี 
    (3) กลุ่มบุคลากร / เจ้าหน้าที่สนับสนุน ให้สามารถทำงานของตนได้ตามวงจรที่ดี ทำให้ผู้รับบริการพอใจ ดังนั้น แผนพัฒนาคน จึงเป็นการสรุปให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ใครควรถูกพัฒนาเรื่องอะไร เมื่อไร อย่างไร และจะเห็นผลโดยวิธีใด 
  6. การทำฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์  หน่วยงานต้องยอมลงทุนสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์บันทึกข้อมูล ดังนี้  
    (1) ข้อมูลผลการปฏิบัติงานตามภาระงานของแต่ละคน ทุกๆ สิ้นภาค / ปีการศึกษา 
    (2) ข้อมูลผลงานของภาควิชา / คณะ / โรงเรียน / หน่วยงาน เช่น การทำกิจกรรม โครงการ ตลอดจนผล ประเมิน  
    (3) ข้อมูล หลักฐาน ผลการปฏิบัติงาน ที่เกี่ยวข้องกับข้อ ก และ ข
  7. การวางระบบกำกับงาน  หน่วยงานจะต้องระบุภาระหน้าที่ / วัตถุประสงค์ของการตั้งหน่วยงานนี้ว่า ตั้งมาให้ทำภาระงานอะไรบ้าง ภาระงานแต่ละงานหน่วยงานจะวางระบบกำกับงานอย่างไร เช่น งานสอน จะมีงานอะไรบ้าง แต่ละงานจะกำหนดวิธีทำ / วงจร / วิธีกำกับทั้งกิจกรรม และช่วงเวลาอย่างไร  
    ตัวอย่าง งานจัดตารางสอน ประกอบด้วย  
    (1) เลขานุการ จัดเตรียมข้อมูล ผู้สอน ความรู้ความสามารถ วิชาที่เปิดสอน เวลาสอน ( คาบ / ชม .) ช่วงเวลาประจำวัน ( เช่น 8.00 – 16.00 น .) ตลอดจนจำนวนวิชา / ชั่วโมงสอนเฉลี่ยของหน่วยงาน  
    (2) จัดประชุม ระบุใครสอนอะไร เมื่อไร เท่าไร  
    (3) สรุปผลการประชุม  
    (4) เวียนดู เพื่อแก้ไข  
    (5) จัดพิมพ์ แจกผู้สอน ประกาศ 
  8. วางวิธีทำงานอย่างมืออาชีพ ควรมีการประชุมคนในแต่ละงานเพื่อระบุขั้นตอนการทำงานว่า เริ่มอย่างไร และจบอย่างไร แต่ละช่วงใช้เวลา เท่าไร และเชื่อมโยงกับงานอื่นอย่างไร เช่น งานเตรียมสอน ( รายบุคคล ) ได้แก่
    (1) การอ่านหลักสูตรและวิธีจัดการเรียนการสอน
    (2) การจัดทำประมวลการสอนรายวิชา
    (3) การจัดทำแผนการสอนรายครั้ง
    (4) การทำสื่อต่างๆ
    (5) การทำเอกสารประกอบการสอน
    (6) การทำเครื่องมือวัดผล
    (7) การกำหนดเกณฑ์ตัดเกรด ในการทำกิจกรรมแต่ละอย่าง ต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะทำอย่างไร เช่น การอ่านหลักสูตรมี 3 ขั้นตอน คือ
    (1) การอ่านวัตถุประสงค์ของหลักสูตรว่า หลักสูตรต้องการให้ผู้จบมีคุณลักษณะอะไรบ้าง
    (2) การอ่านโปรแกรมการจัดการเรียน ระบุให้ได้ว่า เป็นวิชาระดับใด เรียนในภาคต้น / ปลาย เรียนวิชาใดมาก่อน / หลัง เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงของเนื้อหา ผู้เรียน และวิธีสอนตลอดหลักสูตร
    (3) การจัดเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของวิชาที่สอน ให้มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของหลักสูตร
  9. ชี้การเปลี่ยนแปลง 

เมื่อทำมาถึงขั้นที่ 9 ทุกหน่วยงานจะมีข้อมูลผลการปฏิบัติงานรายบุคคล และระดับ หน่วยงานซึ่งจัดทำตามองค์ประกอบ / มาตรฐาน ซึ่งทำให้สามารถนำมาเขียน SAR ฉบับที่ 2 ได้แล้ว และเมื่อเขียน SAR 2 แล้ว จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับ SAR 1 และการวิเคราะห์จุดอ่อน / แข็ง จะนำไปสู่การปรับ ข้อ 5, 7, 8 เพราะ SAR 2 น่าจะชี้ความแตกต่างหรือการเปลี่ยนแปลงในผลงานอันเนื่องมาจากวิธีทำงานที่ดีขึ้น นอกจากนี้ SAR 2 ยังนำไปสู่การปรับปรุงประเด็นในแต่ละขั้นตอน เข่น อาจยังมีคนไม่เข้าใจหรือไม่สำนึก หรือไม่ร่วมมือ ก็จะได้หาทางแก้ไขปรับปรุงต่อไป การชี้การเปลี่ยนแปลงยังทำได้โดยการจัดคณะผู้ประเมินนอกหน่วยงานให้มาตรวจเยี่ยม และประเมินตาม SAR 2 เพื่อยืนยันว่าหน่วยงานมีการเปลี่ยนแปลงจริงหรือไม่ การมีคณะผู้ประเมินมาตรวจเยี่ยมถือว่าเป็นการประกันคุณภาพภายในอีกอย่างหนึ่ง เพราะมาเพื่อช่วยให้ทุกคนในหน่วยงานได้เห็นตัวเองชัดเจนขึ้น และช่วยเสนอแนะแบบกัลยาณมิตร ในสิ่งที่จะทำให้หน่วยงานดีขึ้น ดังนั้น วงจร 9 ข้อ จึงเป็นวงจรไม่รู้จบ และถ้าทำอย่างจริงจังก็จะนำไปสู่เป้าหมายคุณภาพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ